แนวทางการอนุรักษ์

บทบาททางระบบนิเวศ

หอยตลับ ทำหน้าที่สำคัญในฐานะผู้บริโภคลำดับต้นของระบบห่วงโซ่อาหาร

โดยช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งผ่านกระบวนการหมุนเวียนสารอาหารและการกรองสารอินทรีย์ในมวลน้ำจึงมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอ่าวไทย

ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการทรัพยากร

การจัดการทรัพยากร
อย่างมีประสิทธิภาพ

               เพื่อให้ทรัพยากรหอยตลับสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน  เช่น การกำหนดฤดูปิดอ่าว หรือการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน (LMMAs) เพื่อให้หอยสามารถสืบพันธุ์และเติมเต็มประชากรได้ และลดการจับ การพัฒนามาตรการควบคุมปริมาณการจับ และการฟื้นฟูแหล่งอาศัยธรรมชาติ เป็นแนวทางที่ช่วยปกป้องและรักษาสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ

การจับมากเกินไป
ส่งผลให้ปริมาณลดลง

               หอยตลับเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถถูกเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากมีการจับเกินกำลัง การฟื้นตัวของประชากร อาจทำให้จำนวนหอยตลับในธรรมชาติลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของทรัพยากรและความสามารถในการผลิตในระยะยาวของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล

แนวทางการจัดการ
อย่างยั่งยืน

               การพัฒนาการอนุบาลและการเพาะเลี้ยงสามารถช่วยลดแรงกดดันจากการเก็บหอยในธรรมชาติได้ ขณะเดียวกันการกำหนดแนวทางการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมและการดูแลแหล่งอาศัยชายฝั่งจะช่วยให้ทรัพยากรหอยตลับสามารถคงอยู่และสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้ในระยะยาว

การบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเลโดยชุมชน (LMMAs)

(Locally Managed Marine Areas : LMMAs) คือการให้คนในท้องถิ่นเป็นผู้นำในการวางแผน จัดการ และอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งด้วยตนเอง โดยผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ ความมั่นคงทางอาหาร และวิถีชีวิตที่ยั่งยืน

การจัดการพื้นที่ทางทะเลโดยชุมชนสามารถพัฒนาได้ 3 ด้าน

ชุมชนชายฝั่งมีบทบาทในการกำหนดกติกาและตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรของตนเอง เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบร่วมกัน 

ด้านสังคม

การกำหนดเขตคุ้มครองหรือเขตห้ามจับสัตว์น้ำโดยชุมชนช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรทะเล ส่งผลให้สัตว์น้ำและระบบนิเวศมีโอกาสฟื้นตัว 

ด้านสิ่งแวดล้อม

ช่วยให้ทรัพยากรถูกใช้ประโยชน์อย่างมีแผน แม้บางช่วงต้องหยุดทำประมงเพื่อฟื้นฟู แต่เมื่อทรัพยากรเพิ่มขึ้น รายได้ก็มีความมั่นคงมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่อาชีพเสริม เช่น ท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้ในชุมชน

ด้านเศษฐกิจ

ตัวอย่าง
กรม ทช. จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ LMMAs

ทำไมต้องทำ LMMAs ?

เพื่อปกป้องพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ
ให้ได้วางไข่และฟื้นฟู

รักษาสมดุลระบบนิเวศ
ทรัพยากรทางทะเล

ส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืนเพื่อ
ประโยชน์ของทุกภาคส่วน

กฎระเบียบการทำประมง

พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558

ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เป็นหนึ่งเดียว โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการทรัพยากร เพื่อป้องกันการบุกรุกและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

หมวด 2 : ชุมชนชายฝั่ง

มาตรา 16 พื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนชุมชนชายฝั่งและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในการบริหารจัดการ การปลูก การบํารุงรักษา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


โดยพิจารณาให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนดังต่อไปนี้

หมวด 3 : การคุ้มครองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

เพื่อยับยั้งความเสียหายและประกาศเขตคุ้มครอง

อำนาจระงับความเสียหาย

(มาตรา 17):

ในกรณีที่ทรัพยากรถูกทำลายหรือเสื่อมโทรมอย่างร้ายแรง อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมีอำนาจสั่งให้บุคคลระงับการกระทำนั้นทันที หรือกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว (ไม่เกิน 1 ปี และขยายได้อีก 1 ปี)

การกำหนดเขตพื้นที่ป่าชายเลนอนุรักษ์ (มาตรา 22):
ให้อำนาจรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดเขตพื้นที่ป่าชายเลนเป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์ เพื่อป้องกันการบุกรุกและคงสภาพระบบนิเวศ

การประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองทรัพยากร (มาตรา 23):
พื้นที่ชายฝั่งที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ แต่ยังไม่มีกฎหมายอื่นคุ้มครอง สามารถประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองเพื่อกำหนดมาตรการห้ามกระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อทรัพยากรในเขตนั้น

บทลงโทษ

บทลงโทษ (หมวด 5)

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1-2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับมีโทษ

มาตรา 27
ฝ่าฝืนคำสั่งระงับการกระทำ (มาตรา 17)

มาตรา 29
ฝ่าฝืนมาตรการคุ้มครองในเขตป่าชายเลนหรือพื้นที่คุ้มครอง (มาตรา 22 และ 23)

มาตรา 30
กรณีนิติบุคคลกระทำความผิด:

หากการกระทำเกิดจากการสั่งการหรือไม่สั่งการของผู้รับผิดชอบนิติบุคคลนั้น

บุคคลดังกล่าวต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นๆ

พระราชกำหนดการประมง
พ.ศ. 2558 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560

ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำประมงอย่างรับผิดชอบเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากร โดยมีข้อกำหนดสำคัญที่ชาวประมงและผู้ที่สนใจควรทราบ ดังนี้

มาตรการควบคุมเครื่องมือ
(มาตรา 69 และมาตรา 71)

กฎหมายให้ความสำคัญกับรูปแบบของเครื่องมือที่ใช้จับหอย เพื่อไม่ให้ทำลายหน้าดินหรือจับลูกหอยขนาดเล็กเกินไป

ระยะห่างของซี่คราด:
ในการใช้ “คราดหอย” (โดยเฉพาะหอยสองฝา) มักมีการกำหนดให้ช่องซี่คราดต้องกว้างพอที่ลูกหอยขนาดเล็กจะลอดผ่านได้ (เช่น ไม่น้อยกว่า 1.2 เซนติเมตร สำหรับหอยบางชนิด) เพื่ออนุรักษ์ลูกพันธุ์

จำกัดจำนวนเครื่องมือ:
เช่น การกำหนดให้เรือ 1 ลำ ใช้เครื่องมือคราดหอยได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนด (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 3 อันต่อเรือ 1 ลำ) เพื่อควบคุมประสิทธิภาพการจับไม่ให้สูงเกินไป

การกำหนดเขตพื้นที่ทำประมง
(มาตรา 5 และ มาตรา 79)

เขตทะเลชายฝั่ง:

โดยปกติห้ามใช้เครื่องมือคราดหอยที่มีการใช้เครื่องยนต์ประกอบในเขตทะเลชายฝั่ง (ระยะ 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5.4 กิโลเมตรจากชายฝั่ง) เว้นแต่จะเป็นการใช้เครื่องมือประมงพื้นบ้านตามที่คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดประกาศอนุญาต

เขตเพาะเลี้ยง:
ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาต ซึ่งหอยตลับที่เลี้ยงในแปลงธรรมชาติจะต้องมีการขึ้นทะเบียนและขออนุญาตใช้พื้นที่
ให้ถูกต้อง

บทลงโทษ

มาตรการควบคุมเครื่องมือ (มาตรา 69 และมาตรา 71)

มีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท หรือปรับจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง รวมถึงอาจมีการยึดสัตว์น้ำและเครื่องมือทำการประมงด้วย (ขึ้นอยู่กับขนาดเรือและประเภทความผิด)

ใช้เครื่องมือคราดหอยที่ไม่ได้รับอนุญาต

ทำประมงในเขตห้ามจับ

สถานการณ์หอยตลับในอ่าวไทยได้
รับผลกระทบจากหลายปัจจัย
ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ปริมาณและการกระจายตัวมีความผันผวน จากสภาพแวดล้อมและแรงกดดันจากกิจกรรมมนุษย์

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สร้างความไม่แน่นอนในคุณภาพแหล่งอาศัย

มลพิษทางทะเลและไมโครพลาสติกเป็นภัยเงียบที่แฝงอยู่

การจับมากเกินไปส่งผลให้ปริมาณลดลง อาจทำให้ประชากรสัตว์น้ำไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

เปลือกหอยไม่ใช่แค่ของประดับ แต่คือบ้านของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

“หยุดเก็บกลับ” เพื่อรักษาระบบนิเวศชายหาดให้ยั่งยืน

Scroll to Top